เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา: ลิงส์อะเวกเคนนิง (อังกฤษ: The Legend of Zelda: Link's Awakening; ญี่ปุ่น: ゼルダの伝説 夢をみる島) เป็นวิดีโอเกมแนวต่อสู้-ผจญภัยใน ค.ศ. 1993 พัฒนาและจัดจำหน่ายโดยนินเท็นโดสำหรับเกมบอย เกมนี้เป็นเกมลำดับที่ 4 ของซีรีส์และเป็นภาคแรกที่ทำลงเครื่องเล่นเกมพกพา ตัวเกมเป็นหนึ่งในไม่กี่ภาคที่ไม่ได้ดำเนินเรื่องอยู่ในอาณาจักรไฮรูล และไม่มีเจ้าหญิงเซลดาและไทรฟอร์ซเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่จะดำเนินเรื่องอยู่บนเกาะที่มีชื่อว่าโคโฮลินท์ ซึ่งคุ้มครองโดยผู้พิทักษ์นามว่ามัชฉาแห่งสายลม โดยที่ผู้เล่นจะสวมบทบาทเป็นลิงก์ คอยจัดการกับศัตรูและแก้ไขปริศนาต่างๆพร้อมกับตามหาเครื่องดนตรีทั้งแปดเพื่อปลุกมัจฉาแห่งสายลมจากการหลับใหลเพื่อออกไปจากเกาะแห่งนี้

ข้อมูลเบื้องต้น เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา: ลิงส์อะเวกเคนนิง, ผู้พัฒนา ...
เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา: ลิงส์อะเวกเคนนิง
Thumb
ภาพหน้าปกเกม เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา: ลิงส์อะเวกเคนนิง ค.ศ. 1993
ผู้พัฒนาNintendo EAD
ผู้จัดจำหน่ายนินเท็นโด
กำกับTakashi Tezuka
อำนวยการผลิตShigeru Miyamoto
ศิลปินYoichi Kotabe
เขียนบทYoshiaki Koizumi
Kensuke Tanabe
แต่งเพลงMinako Hamano
Kozue Ishikawa
ชุดเดอะเลเจนด์ออฟเซลดา
เครื่องเล่นเกมบอย, เกมบอยคัลเลอร์
วางจำหน่ายเกมบอย
  • JP: 6 มิถุนายน 1993[1]
  • NA: สิงหาคม 1993[2]
  • EU: 18 พฤศจิกายนหรือธันวาคม 1993[3][4][5]
เกมบอยคัลเลอร์
  • JP: 12 ธันวาคม 1998[6]
    • NA: 15 ธันวาคม 1998[7]
  • EU: 1 มกราคม 1999[8]
แนวต่อสู้-ผจญภัย
รูปแบบผู้เล่นคนเดียว
ปิด

ลิงกส์อเวกเคนนิง ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ นักวิจารณ์ต่างพากันชื่นชมในความลึกล้ำและลูกเล่นใหม่ๆของเกม แต่ก็มีข้อติติงอยู่ที่การควบคุมและการแสดงผลซึ่งยังเป็นขาวดำ ต่อมาได้มีการรีเมคโดยใช้ชื่อว่า เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา: ลิงส์อะเวกเคนนิงดีเอ็กซ์ ลงเกมบอยคัลเลอร์ในปี ค.ศ. 1998 ซึ่งใช้กราฟิกสี รองรับการใช้เกมบอยปริ้นเตอร์ซึ่งสามารถพิมพ์รูปได้ และเพิ่มดันเจี้ยนที่ต้องใช้สีในการแก้ปัญหาเข้ามาด้วย เกมทั้งสองเวอร์ชันสามารถขายได้มากกว่าหกล้านตลับทั่วโลก และได้ปรากฏในหลายสื่อที่เกี่ยวกับวิดีโอเกมว่าเป็นหนึ่งในเกมที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลอีกด้วย และยังมีเกมภาครีเมคสามมิติซึ่งวางจำหน่ายบนนินเท็นโดสวิตช์ใน ค.ศ. 2019

เค้าโครงเรื่อง

ตัวละคร

ลิงส์อะเวกเคนนิง แตกต่างจากภาคอื่นๆที่การดำเนินเรื่องนั้นอยู่นอกอาณาจักรไฮรูลซึ่งไม่มีการเอ่ยถึงตัวละครและสถานที่จากภาคก่อนๆรวมถึงเจ้าหญิงเซลด้าด้วย[9] แต่จะเล่าถึงเกาะโคโฮลินท์ ซึ่งเป็นเกาะที่ตัดขาดจากโลกภายนอกที่ถึงแม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็มีเส้นทางเชื่อมต่อถึงกันอยู่มากมาย ภายในเกมนั้น เราจะได้รับคำแนะนำจากตัวละครเช่นอูริร่า ชายแก่ขี้อายที่ชอบติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ ขณะเดียวกันก็มีการล้อเลียนตัวละครจากเกมอื่นๆในเครื่องเล่นเกมนินเท็นโดด้วยกัน เช่น วาร์ท โยชิ เคอร์บี้ เจ้าชายริชาร์ดผู้ถูกเนรเทศ ดร.ไวร์ท จากเกม ซิมซิตี้ ในเครื่องซุปเปอร์นินเท็นโด (ชอมพ์จากเกมซีรีส์มาริโอก็ได้อยู่ในเกมด้วยหลังจากที่มีการเพิ่มเติมตัวเกมให้ลิงก์สามารถพามันไปเดินเล่นได้ ,กูมบาจากซูปเปอร์มาริโอบรอสก็ได้ปรากฏตัวในฉากไซด์สครอลลิ่งใต้ดิน โดยสามารถเลือกได้ว่าจะกระโดดเหยียบหัวหรือใช้อาวุธจัดการก็ได้ และแต่ละวิธีก็จะได้โบนัสแตกต่างกันไป ) ผู้กำกับทาคาชิ เทซึกะบอกว่าเนื่องจากความเป็นอิสระของเกม ทำให้ภาคนี้ดูเป็นภาคออกแนวล้อเลียนของซีรีส์เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา ตัวละครในเกมยังสามารถจะทำลายกำแพงที่สี่ (fourth wall) ได้ด้วย (เช่น มีเด็กคนหนึ่งให้คำแนะนำเกี่ยวกับเทคนิคการเซฟเกม แต่เจ้าตัวกับไม่เข้าใจสิ่งที่ตัวเองพูดเลยแม้แต่น้อย)[10]

เนื้อเรื่อง

หลังจากภารกิจในภาค ออราเคิลออฟซีซันส์ และ ออราเคิลออฟเอจเจส[11] ลิงก์ได้ออกเดินทางไปฝึกวิชาต่อ ในขณะที่เดินทางอยู่บนเรือนั้น ก็ได้มีพายุพัดเรือจนอับปางกลางทะเล ลิงก์ลอยมาอยู่บนชายฝั่งเกาะโคโฮลินท์[12] หลังจากที่มารินได้ช่วยพาเขามาที่บ้านของทาริน พ่อของเธอ เธอก็เริ่มสนใจในตัวลิงก์และโลกภายนอกที่กว้างใหญ่ เธอเล่ากับลิงก์ว่าถ้าเธอได้เป็นนกนางนวล เธอจะโบยบินไปสู่โลกภายนอก[13] หลังจากลิงก์ได้ดาบคืนมา เขาก็ได้รับคำบอกกล่าวจากนกฮูกปริศนาว่าต้องปลุกมัจฉาแห่งสายลม ซึ่งหลับใหลอยู่ในไข่ใบยักษ์บนยอดภูเขาทามารานช์ โดยลิงก์จำเป็นต้องหาเครื่องดนตรีแห่งไซเรนทั้งแปดในการปลุกเพื่อให้ผู้พิทักษ์พาลิงก์กลับบ้าน

ในระหว่างการเดินทาง ลิงก์ได้เจอซากโบราณสถานแห่งหนึ่งซึ่งมีภาพฝาผนังที่บอกเล่าเกี่ยวกับความจริงของเกาะแห่งนี้ ลิงก์พบว่าเกาะแห่งนี้เป็นเพียงความฝันของมัจฉาแห่งสายลมเท่านั้น[14] หลังจากที่ได้รับรู้ความจริง เจ้านกฮูกก็ได้โผล่มาบอกว่ามีเพียงแค่มัจฉาแห่งสายลมเท่านั้นที่รับรู้ถึงเรื่องนี้ เหล่าอสุรกายในเกาะได้คิดจะขัดขวางการตามหาเครื่องดนตรีของลิงก์ เพื่อการยึดครองความฝันมัจฉาแห่งสายลมมาเป็นของตน

หลังจากลิงก์ตามหาเครื่องดนตรีทั้งแปดเจอแล้ว เขาก็ได้ขึ้นไปบนภูเขาทามารานช์ แล้วเล่นบทเพลงมัจฉาแห่งสายลมทำให้ไข่แตกออกเป็นทางให้เขาเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับปีศาจตัวสุดท้าย 'ไนท์แมร์ ซึ่งจะปรากฏตัวได้หลายแบบ ทั้งร่างกานอน และร่างอสุรกายอีกมากมายที่ลิงก์เคยพบเจอมา[15] ลิงก์ต่อสู้จนเจอกับร่างสุดท้ายคือเดทล์ ซึ่งเป็นเงาปีศาจตัวกลมๆ มีหนวดยื่นออกมาทั้งสองข้างคล้ายกับวาเอติ[16][17] หลังจากเดทล์ถูกจัดการแล้ว มัจฉาแห่งสายลมก็ได้บอกกับลิงก์ว่าโคโฮลินท์นั้นเป็นความฝันที่เกิดจากลิงก์เองทั้งหมด เมื่อเขาเล่นเพลงของมัจฉาแห่งสายลมอีกครั้ง พวกเขาทั้งสองจะตื่นจากภวังค์ เกาะโคโฮลินท์จะค่อยๆเลือนหายไป[18] จากนั้นลิงก์ก็พบตัวเองกำลังลอยเกาะท่อนไม้อยู่กลางทะเล ในขณะที่มัจฉาแห่งสายลมได้บินเหนือหัวเขาไป (ถ้าผู้เล่นไม่เคยตายเลย จะมีภาพของมารินโผล่ออกมา[19] เธอจะมีปีกในเวอร์ชันเกมบอยขาวดำ และเธอจะเป็นนกนางนวลในเวอร์ชันเกมบอยคัลเลอร์)

ระบบการเล่น

ในภาคนี้ ยังคงรูปแบบเกมแอคชั่นผจญภัยเหมือนภาคอื่นๆ โดยที่มุมมองส่วนใหญ่จะเป็นมุมมองจากข้างบน ผู้เล่นจะต้องผจญภัยอยู่ในเกาะโคโฮลินท์ ต่อสู้กับศัตรูและตะลุยดันเจี้ยน ในภาคนี้ดันเจี้ยนจะกว้างและยากกว่าภาคก่อนๆ และมีบอสที่เรียกว่า ไนท์แมร์ ซึ่งเราต้องจัดการเแล้วเอาเครื่องดนตรีทั้งแปดมาเพื่อจบเกม[20] โดยที่เมื่อเราชนะไนท์แมร์แต่ละตัว เราจะได้หัวใจเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งช่อง ถ้าหัวใจเราหมด เราจะตายแล้วเริ่มใหม่ที่ประตูบานล่าสุดที่เราเปิดในเกม

ภาคนี้เป็นภาคมุมมองด้านบนภาคแรกที่ตัวเอกสามารถกระโดดได้ (รวมทั้งฉากแบบ"ไซด์สครอลลิ่ง" ซึ่งคล้ายๆกับ เซลดา II ดิแอดเวนเจอร์ออฟลิงก์) ผู้เล่นสามารถเพิ่มความสามารถของลิงก์ด้วยไอเท็ม ซึ่งพบได้ในดันเจี้ยนหรือการคุยกับตัวละคร ไอเท็มที่ได้มานั้นสามารถใช้เปิดทางที่เราไม่สามารถผ่านไปได้ และจำเป็นต้องใช้ในการตะลุยดันเจี้ยนด้วย (ผู้เล่นสามารถขโมยไอเท็มในร้านค้าได้ แต่ชื่อผู้เล่นจะเปลี่ยนเป็น "THIEF" ตลอดทั้งเกม และเมื่อกลับเข้าไปในร้าน เจ้าของร้านจะฆ่าเราจนตาย)

นอกจากภารกิจหลักแล้ว ในเกมยังมีภารกิจย่อยต่างๆ รวมถึงการเก็บเปลือกหอยที่ซ่อนอยู่ในเกม เมื่อเก็บครบ 20 อัน เราจะได้ดาบอันทรงพลังที่สามารถปล่อยลำแสงได้ขณะที่มีหัวใจเต็มหลอด คล้ายกับเกม เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา ภาคนี้ยังเป็นภาคแรกที่มีมินิเกมแลกของ โดยที่เราต้องให้ไอเท็มกับตัวละครหนึ่งแล้วตัวละครนั้นจะให้ไอเท็มอีกชิ้นหนึ่งกลับมาแทนและยังเป็นภาคแรกที่สามารถปรับแต่งปุ่ม A กับ B สำหรับใช้ไอเท็มต่างๆได้ ทำให้ปริศนาในเกมมีความหลากหลายและสามารถใช้ไอเท็มร่วมกันได้ นอกจากนั้น ภาคนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของอีเวนท์ประจำเกมซีรีส์เซลด้าหลายอีเวนท์ อาทิ ตกปลา, เรียนรู้บทเพลงใหม่จากออคารินา ซึ่งภายหลังได้ไปอยู่ในเกมเซลด้าภาคถัดมา เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา ออคารินาออฟไทม์[21]

ช่วงการพัฒนา

Thumb
นักออกแบบเกม โยชิอากิ โคอิซุมิ รับหน้าทีเขียนเนื้อหาของเกมและพล็อตเรื่องหลักๆเช่นเกาะแห่งความฝัน เป็นต้น

ลิงส์อะเวกเคนนิง นั้นแต่เดิมเป็นโปรเจกต์ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติในการสร้างจากบริษัท โปรแกรมเมอร์นาม คาซุเอคิ โมริตะ ได้ลองสร้างเกมเลียนแบบเซลด้าด้วยชุดพัฒนาเกมบอย และเอาไปลองวัดสมรรถนะของเครื่อง หลังจากนั้นสมาชิกคนอื่น ๆ ใน Nintendo EAD ก็ได้เข้ามาร่วมทำในช่วงเวลาหลังเลิกงาน จนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา จากนั้นปี 1991 เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา: อะลิงก์ทูเดอะแพสต์ ก็ได้วางขายสู่ตลาด ผู้กำกับ ทาคาชิ เทซุกะ ได้คิดจะทำเซลด้าลงเครื่องเกมพกพาโดยการพอร์ทลงเกมบอย แต่จากเสียงโหวตนั้นได้เลือกที่จะทำเกมใหม่แทน พวกเขาจึงร่วมกันพัฒนาเกมลิงส์อะเวกเคนนิงเป็นเวลาปีครึ่งจึงเสร็จสมบูรณ์[22]

เทซุกะเล่าว่าในช่วงการพัฒนาแรกๆนั้น ตัวเกมที่ออกมามีหลายสิ่งหลายอย่างมั่วปนเปกันไปหมด เช่น ตัวละครจากเกมมาริโอและเคอร์บี้ โผล่มาระหว่างเล่น เคนซุเกะ ทานาเบะ ผู้เขียนสคริปต์เกม อะลิงก์ทูเดอะแพสต์ ได้เข้าร่วมทีมและทำหน้าที่ร่างบทเกม[23] เทซุกะแนะนำทานาเบะว่าให้เขียนเรื่องเป็นเหมือนภาคเสริมและทิ้งคอนเซปต์เดิมๆเช่น เจ้าหญิงเซลด้า ไทรฟอร์ซ ไฮรูล ซึ่งในที่สุดทานาเบะก็ตัดสินใจให้ตัวเกมดำเนินเนื้อเรื่องอยู่ในเกาะแห่งหนึ่งที่มีไข่ยักษ์อยู่บนภูเขา

หลังจากนั้น โยชิอาคิ โคอิซุมิ ผู้ที่ได้ช่วยวางพล็อตเกมภาค อะลิงก์ทูเดอะแพสต์ ก็ได้เข้าร่วมทีมพัฒนา โคอิซุมิได้รับหน้าที่วางโครงเรื่องภาค ลิงส์อะเวกเคนนิง และเขาได้ใช้แนวคิดเกี่ยวกับเกาะแห่งความฝันในเกม และสร้างการปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านด้วย[23][24][25] อะลิงก์ทูเดอะแพสต์ ได้ เออิจิ อาโอนุมะ มากำกับโดยเขาได้ทำให้เกมมีพล็อตเรื่องที่เหมาะสมกับตัวมันเอง ซึ่งมีลักษณะแบบโรแมนติกตามฉบับโคอิซุมิ[26] เทซุกะได้สร้างโลกในเกมให้บรรยากาศคล้ายซีรีส์ทีวีทวินพีค ซึ่งตัวละครในเกมจะมีพวกที่มีลักษณะพิรุธอยู่เหมือนกับซีรีส์เรื่องนี้ ซึ่งได้นำมาใช้ใน เซลด้า ภาคต่อๆมา ทานาเบะได้สร้างตัวละครประหลาดๆและภารกิจเสริมในเกม รวมถึงเขียนบทพูดตัวละครเกือบทั้งหมดที่ไม่เกี่ยวข้องกับนกฮูกและมัจฉาแห่งสายลม ทานาเบะได้ใช้ไอเดียเรื่องจุดจบของโลกเมื่อไข่ยักษ์แตกบนยอดเขา ซึ่งเป็นไอเดียเดิมในภาค อะลิงก์ทูเดอะแพสต์ ทานาเบะนั้นอยากจะเห็นไอเดียนี้ในเกมมากและนำมาใช้เป็นคอนเซปต์พื้นฐานของภาค ลิงส์อะเวกเคนนิง ในที่สุด[27]

มาซานาโอะ อาริโมโตะและ ชิเงฟุมิ ฮิโนะ ได้รับหน้าที่ออกแบบตัวละคร ขณะที่ โยอิชิ โคทาเบะได้รับหน้าที่วาดภาพประกอบ[28] ซึ่งภาพในฉากเปิด ฉากปิด และภาพทั้งหมดในเกมนั้นวาดขึ้นโดยอาริโมโตะ ส่วนยาซาฮิสะ ยามามูระรับหน้าที่ออกแบบดันเจี้ยน และไอเดียเกี่ยวกับห้องและทางเดิน รวมถึงตำแหน่งที่ศัตรูปรากฏตัวด้วย และถึงแม้ว่าชิเงรุ มิยาโมโตะ โปรดิวเซอร์ภาค ลิงส์อะเวกเคนนิง จะไม่ได้ช่วยคิดไอเดียอะไรใหม่ๆให้กับทีม แต่เขาก็รับหน้าที่เป็น "เกม เทสเตอร์" และคำวิพากย์วิจารณ์จากเขาก็มีส่วนช่วยต่อช่วงครึ่งหลังของการพัฒนาเกมด้วย

Thumb
ไดเรคเตอร์เกม เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา คุณเออิจิ อาโอนุมะในงาน Game Developers Conference ปี 2007

เพลงใน ลิงส์อะเวกเคนนิง ได้มินาโก ฮามาโนะ และโคซูเอะ อิชิกาว่าเป็นผู้ประพันธ์ (ซึ่งนี่เป็นงานเกี่ยวกับเกมครั้งแรกของพวกเขาทั้งสองคนอีกด้วย)[22] และคาซุมิ โททาคะ เป็นผู้รับผิดชอบด้านซาวน์ โปรแกรมมิ่งและซาวน์เอฟเฟคทั้งหมด ลิงส์อะเวกเคนนิงนั้นจะมีเพลงโอเวอร์เวิร์ลบรรเลงระหว่างเล่นเหมือนกับภาคที่ผ่านมา โดยเพลงไตเติ้ลนั้นแต่งโดยอิชิกาว่า และเพลงสตาฟ เครดิต "ยูเมะ โอ มิรุ ชิมา เอะ" แต่งโดยคอนโดะ ฮามาโนะและอิชิกาว่า ซึ่งได้ถูกนำไปประพันธ์สำหรับวงออเครสตร้าโดย ยุคะ สึจิโยโคะและบรรเลงในงาน Orchestral Game Music Concert 3 ในปี 1993[29] (เกม Super Smash Bros. Brawl นั้นก็มีเพลงรีมิกซ์จากเกมคือ ทอล ทอล ไฮทส์อยู่ด้วยเช่นกัน)[30]

ครั้นเมื่อมีการสัมภาษณ์เกี่ยวกับพัฒนาการของเกมเซลด้า อาโอนุมะเรียก"ลิงส์อะเวกเคนนิง"ว่าเป็น "ภาคที่มีความสมดุลของเกมมากที่สุด"[31] เขากล่าวว่าภาคก่อนหน้า อะลิงก์ทูเดอะแพสต์ และ ออคารินาออฟไทม์ จะมีความแตกต่างจากสองภาคนี้อย่างมาก หลายอย่างใน "ลิงส์อะเวกเคนนิง" ถูกนำมาใช้ในภาคต่อๆมา เช่น มินิเกมตกปลาใน"ออคารินาออฟไทม์"และภาคอื่นๆที่โมริตะสร้างขึ้น, ระบบแลกของที่ทานาเบะพัฒนาขึ้น เทซุกะเปรียบเทียบระบบนี้เหมือนกับนิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่อง Straw Millionaire ซึ่งมีคนมาแลกฟางข้าวกับของที่ล้ำค่ากว่า ซึ่งได้ถูกนำมาใช้เกือบทุกภาคหลังจากนั้น

การวางจำหน่าย

นินเท็นโดได้ทำการโปรโมทเกม ลิงส์อเวกเคนนิง ที่อเมริกาเหนือ โดยจัดงานที่มีชื่อว่า เซลด้า วิสเทิล ทัวร์[32] และในช่วงสามวันสุดท้ายจะมีการให้ผู้เล่นเล่นเกมแข่งกับเวลา[33] ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่โชว์เกมอย่างเดียว ยังมีการแสดงเครื่องเกมบอยที่ปรับปรุงให้เล่นได้นานขึ้นและพกพาสะดวก ซึ่งทำให้มีคนเข้าถึงเกมเซลดา มากยิ่งขึ้น โดยที่นิตยสาร นินเท็นโดเพาเวอร์ ได้จัดจำหน่ายบทสรุปในเดือนกรกฎาคม 1993[34]

ในปี 1998 นินเท็นโดได้ปล่อย เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา: ลิงส์อะเวกเคนนิงดีเอ็กซ์ เหมือนกับ ซูเปอร์มาริโอบรอส ดีลักซ์ และเกมอื่นๆเพื่อโปรโมทเกมบอยคัลเลอร์ที่ใช้กราฟิกสีเต็มรูปแบบและสนับสนุนเกมของเกมบอยรุ่นก่อน ซึ่งภาคใหม่นี้จะประกอบไปด้วยดันเจี้ยนใหม่ซึ่งมีศัตรูหน้าใหม่และปริศนาที่ใช้สีในการแก้ (แต่ดันเจี้ยนนี้จะเข้าไม่ได้ในเกมบอยรุ่นก่อนซึ่งยังไม่มีการแสดงผลเป็นสี) หลังจากจบดันเจี้ยน ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะสวมเสื้อสีแดงหรือสีฟ้า ซึ่งจะเพิ่มแรงโจมตีและการป้องกันตามลำดับ ในภาค ดีเอ็กซ์ ยังสามารถถ่ายสกรีนช๊อตได้หลังจากเข้าร้านกล้องในเกม คนถ่ายจะอยู่ตามสถานที่สำคัญต่างๆในเกมและเราสามารถถ่ายได้ทั้งหมดสิบสองภาพ ซึ่งสามารถดูได้ที่ร้านหรือพิมพ์ผ่านเกมบอยปริ้นเตอร์[35] สำหรับภาค ลิงส์อะเวกเคนนิงดีเอ็กซ์ ได้เทซุกะกลับมารับหน้าที่คุมงาน พร้อมกับโยชิโนริ ซึจิยาม่าในฐานะไดเร็คเตอร์คนใหม่ในทีม โนบุโอะ มาซึมิยะได้ร่วมมือกับซึจิยาม่าในการเปลี่ยนแปลงสคริปต์ในเกม เช่น มีการเพิ่มคำพูดบอกใบ้ในการสู้กับบอส สำหรับดันเจี้ยน ใหม่นั้น ยูอิจิ โอซากิได้แต่งเพลงประกอบโดยใช้รูปแบบเพลงดันเจี้ยนของคอนโดะจาก เดอะเลเจนด์ออฟเซลดา เป็นหลัก[23][36]

ในปี 2010 นินเท็นโดประกาศวางขายเกมเวอร์ชัน ดีเอ็กซ์ อีกครั้งในเวอร์ชัวล์คอนโซลของนินเท็นโด 3ดีเอส[37]และเริ่มจำหน่ายในเดือนมิถุนายน 2011 ต่อมาในช่วงกรกฎาคม 2013 ได้มีการนำเสนอให้สมาชิกอีไลท์ในคลับนินเท็นโดสามารถแลกเป็นของขวัญได้[38]

ผลตอบรับ

ลิงส์อะเวกเคนนิง ได้รับคำวิจารณ์ไปในทางที่ดี และได้คะแนนเฉลี่ยไป 90% จากเว็บไซต์เกมแรงกิงส์[39] ซึ่งในบทความของ Jeremy Paris จากนิตยสาร Electronic Gaming Monthly ได้ขนานนาม ลิงส์อะเวกเคนนิง ว่า "เป็นเกมบอยที่ดีที่สุดเท่าที่มีมา สำหรับการผจญภัยอันยิ่งใหญ่และอลังการที่จะทำให้เราลืมทุกสิ่งทุกอย่างและเข้าไปอยู่ใน'ความฝัน'อันหลอกลวง!"[40] Ben Reeves จากเว็บไซต์ เกมอินฟอร์เมอร์ ได้ยกย่องให้เป็นเกมบอยที่ดีที่สุดเป็นเป็นอันดับสาม Chip Carter จากหนังสือพิมพ์ เดอะวอชิงตันโพสต์ ได้กล่าวว่านินเท็นโดได้สร้าง "ตำนานบนมือพวกคุณทุกคนแล้ว" และเขาชื่นชมในเรื่องการพกพาและความลึกซึ้งของเกม[41][42] นักเขียนจากหนังสือพิมพ์ Mainichi Shimbun บอกว่าเขาเพลิดเพลินไปกับดนตรีและเนื้อหาของเกม[43] สำนักเกมหลายแห่งได้ยกย่องให้เป็น"เกมผจญภัยฉบับพกพายอดเยี่ยมที่เหมาะกับคนไม่มีเวลาเล่นเกม"[44][45]

ที่อย่างงั้น เหล่านักวิจารณ์ก็ได้ติตัวเกมที่แสดงผลเป็นขาวดำซึ่งยากต่อการมองระหว่างเล่น[46]และได้หวังว่าตัวเกมจะแสดงผลเป็นสี นักวิจารณ์บางคนยังตำหนิเรื่องกราฟิกที่ ย่ำแย่จนไม่มีอะไรจะบรรยาย[47] และการเปลี่ยนอาวุธจากปุ่มทั้งสองที่ดูอืดอาดยุ่งยาก แต่ส่วนที่เหลือของเกมก็ทำให้มันดู น่าตื่นตาตื่นใจ[48]อยู่ดี

ส่วน ลิงส์อะเวกเคนนิงดีเอ็กซ์ นั้นได้รับคำวิจารณ์ไปในทางที่ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งเกมนี้ได้คะแนนเฉลี่ยไป 92% บนเว็บเกมแรงกิงส์[49] นักวิจารณ์ชื่นชมว่านินเท็นโดได้ปรับปรุงเกมให้มีมาตรฐานที่ดีขึ้นโดยมีการเพิ่มเติมคอนเท้นท์ต่างๆ เช่น สีในเกมทำให้เล่นง่ายขึ้น การถ่ายภาพสถานที่ในเกมที่ท้าทายให้ผู้เล่นตามเก็บสะสมระหว่างเล่น[50][51][52][53] ถึงแม้ว่าคอนเท้นท์ที่เพิ่มเข้ามาจะน้อยนิดก็ตาม แต่ก็ยังดึงดูดให้กลับมาเล่นได้อยู่ดี[54]

ลิงส์อะเวกเคนนิง ทำยอดขายได้ดีและช่วยให้เกมบอยขายดีขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ในปี 1993 ทำให้เป็นปีที่นินเท็นโดได้กำไรมากที่สุดในช่วงเวลานั้น[55] ตัวเกมขึ้นแท่นเบสท์ เซลเลอร์ติดต่อกันนานกว่า 90 เดือน[56] และทำยอดขายไปได้ 3.83 ล้านตลับในปี 2004 ส่วนเวอร์ชัน ดีเอ็กซ์ ขายไปได้ 2.22 ล้านตลับ[57]

ตัวเกมนั้นได้รับรางวัลมากมาย รวมไปถึงด้านกราฟิค, เสียง, ความท้าทาย, เพลงประกอบ และภาพโดยรวมของเกมในกลุ่มประเภทเกมบอยในงานนินเท็นโดเพาเวอร์อวอร์ดปี 1993[58] และยังได้รางวัลเกมจากเกมบอยที่ดีที่สุดประจำปี 1993 โดยนิตยสาร Electronic Gaming Monthly[59] และขึ้นอันดับเกมนินเท็นโดที่ดีที่สุดอันดับที่ 56 โดยนิตยสาร นินเท็นโดเพาเวอร์[60] ส่วนเวอร์ชัน ดีเอ็กซ์ นั้นได้อันดับเกมเกมบอยหรือเกมบอยคัลเลอร์ที่ดีที่สุดเป็นอันดับสอง[61] และ IGN ได้ให้อันดับเกมที่ดีทีสุดจากคนเล่นและนักวิจารณ์เป็นอันดับที่ 40 และ 78 ตามลำดับ[62] เหล่านักวิจารณ์กล่าวว่า "ขณะที่เกมภาคเสริมในเครื่องพกพาส่วนใหญ่มักจะถูกมองว่าเป็นภาคที่ย่ำแย่ของซีรีส์ ลิงส์อะเวกเคนนิง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการนำประสบการณ์การเล่นที่ดีเยี่ยมจากคอนโซลมาลงสู่เครื่องพกพานั้นสามารถทำได้จริงๆ"[63] เกมนี้ยังได้อันดับที่ 42 จาก 50 เกมที่มีความสำคัญและมีอิทธิพลต่อวงการวิดีโอเกมตลอดกาลใน บันทึกสถิติโลกกินเนสส์ ประจำปี 2009 อีกด้วย[64]

อ้างอิง

Wikiwand in your browser!

Seamless Wikipedia browsing. On steroids.

Every time you click a link to Wikipedia, Wiktionary or Wikiquote in your browser's search results, it will show the modern Wikiwand interface.

Wikiwand extension is a five stars, simple, with minimum permission required to keep your browsing private, safe and transparent.